3 ประเภทของเทอร์โมคัปเปิลสำหรับการวัดอุณหภูมิ อธิบายข้อดีและการใช้งานของเทอร์โมคัปเปิลในงานวิศวกรรมความร้อน

3 ประเภทของเทอร์โมคัปเปิลสำหรับการวัดอุณหภูมิ
เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิในระบบต่าง ๆ โดยหลักการทำงานของเทอร์โมคัปเปิลอาศัยคุณสมบัติการเปลี่ยนแปลงของแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเมื่อเส้นลวดสองเส้นจากวัสดุต่างชนิดกันถูกต่อเข้าด้วยกันและได้รับความร้อน ด้านล่างนี้จะกล่าวถึง 3 ประเภทของเทอร์โมคัปเปิลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
1. เทอร์โมคัปเปิลประเภท K
เทอร์โมคัปเปิลประเภท K เป็นชนิดที่นิยมใช้มากที่สุด โดยประกอบด้วยนิเกิล-โครเมียม (Nickel-Chromium หรือ Ni-Cr) และนิเกิล-อลูมิเนียม (Nickel-Aluminum หรือ Ni-Al) จุดเด่นของประเภท K คือสามารถวัดอุณหภูมิได้ในช่วงกว้างตั้งแต่ -200°C ถึง 1,260°C และมีความค่อนข้างเสถียรในระยะยาว นอกจากนั้นยังมีราคาที่ไม่สูงมาก
2. เทอร์โมคัปเปิลประเภท J
เทอร์โมคัปเปิลประเภท J ประกอบด้วยเหล็ก (Iron) และคอนสแตนทัน (Constantan หรือ Copper-Nickel) เทอร์โมคัปเปิลประเภทนี้ใช้วัดอุณหภูมิในช่วงตั้งแต่ -40°C ถึง 750°C จุดเด่นคือมีความแม่นยำสูง แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานในช่วงอุณหภูมิสูงที่เกินกว่า 750°C เพราะจะทำให้เส้นลวดเหล็กเกิดการออกซิเดชันง่าย
3. เทอร์โมคัปเปิลประเภท T
เทอร์โมคัปเปิลประเภท T ประกอบด้วยทองแดง (Copper) และคอนสแตนทัน (Constantan) เป็นประเภทที่เหมาะสำหรับการวัดอุณหภูมิต่ำ โดยสามารถวัดได้ในช่วง -200°C ถึง 370°C มีความคงทนต่อการเสียรูปและออกซิเดชันทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความละเอียดและความคงทน
ด้วยความจุความร้อนได้สูงและความแม่นยำของเทอร์โมคัปเปิลทั้ง 3 ประเภทข้างต้น ทำให้เทอร์โมคัปเปิลเป็นเครื่องมือที่ไม่ขาดไม่ได้ในด้านการวัดอุณหภูมิต่าง ๆ ตั้งแต่อุตสาหกรรมจนถึงงานวิจัย